เมื่อโครงการโอเพ่นซอร์สต้องปิดตัวเอง
How-To Geek รายงานถึงปรากฏการณ์ที่เกิดซ้ำในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เมื่อโครงการopen-source softwareที่มีชื่อเสียงหลายโครงการตัดสินใจเปลี่ยนสถานะเป็นโคลดซอร์ส การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมักมาพร้อมกับเหตุผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาระค่าใช้จ่ายของผู้พัฒนา ความซับซ้อนของฐานโค้ดที่เติบโตเร็วกว่าทีมชุมชนจะตามทัน หรือความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยของระบบที่ใหญ่ขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผลดีของการเคยเป็นโอเพ่นซอร์สคือซอร์สโค้ดก่อนการเปลี่ยนสถานะยังคงถูกเก็บรักษาไว้ ทำให้นักพัฒนาที่ยังเชื่อมั่นในปรัชญาดังกล่าวสามารถนำไปต่อยอดได้ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของระบบนิเวศโอเพ่นซอร์สที่ไม่หยุดนิ่ง และเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการออกแบบlicensingและแผนการพัฒนาที่ยั่งยืนสำหรับผู้ดูแลโครงการทุกระดับ
Reddit และการเปลี่ยนผ่านสู่โคลดซอร์ส
Reddit ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 ในฐานะเว็บไซต์แชร์ลิงก์ที่เรียบง่าย โดยผู้ร่วมก่อตั้ง Steve Huffman และ Alexis Ohanian สามปีต่อมา หลังจากเขียนส่วนสำคัญของเว็บไซต์ใหม่ด้วยภาษา Python ทีมงานได้เปิดsource codeของแพลตฟอร์มออกเป็นโอเพ่นซอร์ส ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาด้านความโปร่งใสของบริษัทในขณะนั้น และทำให้นักพัฒนาภายนอกสามารถศึกษาหรือมีส่วนร่วมกับโครงการได้โดยตรง
เมื่อ Reddit ขยายตัวจนกลายเป็นหนึ่งในเครือข่ายโซเชียลที่ใหญ่ที่สุดของโลก การรักษาความเปิดของโค้ดกลับกลายเป็นปัญหา กระทั่งในปี 2017 บริษัทได้หยุดดูแลพื้นที่เก็บโค้ดสาธารณะ โดยอธิบายว่าการประสานงานระหว่างพื้นที่เก็บโค้ดภายนอกกับโค้ดที่ใช้งานจริงในระบบทำได้ยากลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากฟีเจอร์ใหม่และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานถูกนำเข้าสู่ระบบจริงเร็วกว่าที่พื้นที่เก็บโค้ดสาธารณะจะตามทัน
เหตุผลเบื้องหลังการปิดโค้ดสาธารณะ
How-To Geek ระบุว่าแม้ Reddit จะหยุดเผยแพร่โค้ดของตัวแพลตฟอร์มเอง แต่บริษัทยังคงเผยแพร่เครื่องมือโอเพ่นซอร์สจำนวนหนึ่งและมีส่วนร่วมกับโครงการอื่นในระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ตัวแพลตฟอร์มหลักยังคงอยู่ในสถานะโคลดซอร์สนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความเป็นปฏิปักษ์ต่อนักพัฒนา แต่มาจากข้อจำกัดด้านdeveloper toolingและวงจรการพัฒนาที่ต้องเร่งปล่อยฟีเจอร์ออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว
Emby กับการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ
ก่อนจะกลายเป็นมีเดียเซิร์ฟเวอร์แบบพรีเมียม Emby เริ่มต้นจากการเป็นปลั๊กอินของ Windows Media Center ที่ชื่อว่า Media Browser ซึ่งช่วยจัดระเบียบคลังภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ของผู้ใช้ จากนั้นเมื่ออุปกรณ์สตรีมมิ่งเริ่มได้รับความนิยม โครงการค่อยๆ พัฒนาจนกลายเป็นมีเดียเซิร์ฟเวอร์แบบสแตนด์อโลน และเปลี่ยนชื่อเป็น Emby ในปี 2014
ในช่วงเวลานั้น Emby ยังคงเป็นopen-source softwareและนำเสนอฟีเจอร์ที่ทรงพลัง ตั้งแต่การจัดการคลังสื่อ การดึงข้อมูลเมตา การแปลงสัญญาณแบบเรียลไทม์ ไปจนถึงการรองรับหลายอุปกรณ์ ความสามารถทั้งหมดนี้พร้อมด้วยราคาเริ่มต้นที่ศูนย์ทำให้ Emby กลายเป็นหนึ่งในมีเดียเซิร์ฟเวอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในยุคนั้น และดึงดูดชุมชนผู้ใช้จำนวนมากให้เข้ามามีส่วนร่วม
ผลกระทบต่อชุมชนและการเกิดฟอร์ก
เมื่อซอฟต์แวร์มีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้พัฒนาพบว่าการบริหารจัดการcontributionจากภายนอก การปรับปรุงsecurityและการรักษาความยั่งยืนของโครงการทำได้ยากขึ้น ในปี 2018 Emby ประกาศเปลี่ยนเป็นโมเดลพัฒนาแบบโคลดซอร์สอย่างเป็นทางการ พร้อมใช้โมเดลธุรกิจแบบฟรีเมียม โดยเก็บฟีเจอร์หลักไว้ให้ใช้ฟรี แต่ล็อกฟีเจอร์ขั้นสูงไว้หลังการสมัครสมาชิก Emby Premiere
การตัดสินใจดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ใช้ระยะยาว และนำไปสู่การฟอร์กที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชุมชนมีเดียเซิร์ฟเวอร์ตามบ้าน ซึ่งต่อมากลายเป็นทางเลือกโอเพ่นซอร์สที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ทายาทโอเพ่นซอร์สที่ชุมชนสร้างขึ้น
สำหรับผู้ที่มองหาทางเลือกที่ยังคงรักษาจิตวิญญาณของโอเพ่นซอร์ส ชุมชนได้สร้างทายาทที่ทำหน้าที่ทดแทนได้อย่างครบถ้วน โดยมีเครื่องมือหลักสองตัวที่ถูกกล่าวถึงในรายงานของ How-To Geek ได้แก่ Lemmy สำหรับแพลตฟอร์มกระดานสนทนา และ Jellyfin สำหรับมีเดียเซิร์ฟเวอร์
Lemmy สำหรับกระดานสนทนา
Lemmy เป็นแพลตฟอร์มพูดคุยแบบกระจายศูนย์ที่ให้ผู้ใช้สามารถโฮสต์ instance ของตนเองได้ ขณะเดียวกันก็ยังโต้ตอบกับผู้ใช้บนเซิร์ฟเวอร์อื่นๆ ได้ คุณสมบัติที่คุ้นเคยอย่าง communities ระบบโหวต ความคิดเห็น เครื่องมือดูแลชุมชน และบัญชีผู้ใช้ล้วนถูกรวมไว้อย่างครบถ้วน โดยไม่มีบริษัทใดเป็นผู้ควบคุมทั้งระบบ โมเดลดังกล่าวสะท้อนแนวคิดdeveloper toolingที่เน้นการกระจายอำนาจและลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มเดียว
Jellyfin สำหรับมีเดียเซิร์ฟเวอร์
Jellyfin ปรากฏตัวขึ้นในฐานะมีเดียเซิร์ฟเวอร์แบบโอเพ่นซอร์สที่ให้ผู้ใช้สามารถสตรีมคลังส่วนตัวไปยังอุปกรณ์หลากประเภทได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งหมด ฟีเจอร์หลักที่เคยเป็นจุดแข็งของ Emby ก่อนการเปลี่ยนสถานะ ตั้งแต่การจัดการคลัง การดึงเมตา การแปลงสัญญาณ ไปจนถึงการเข้าถึงผ่านเว็บและแอปบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ถูกนำมาพัฒนาต่ออย่างต่อเนื่อง การอยู่รอดของ Jellyfin พิสูจน์ให้เห็นว่าopen-source softwareสามารถกลับมาแข็งแกร่งได้แม้ต้นทางจะเลือกเส้นทางอื่น ตราบใดที่ชุมชนยังเห็นคุณค่าและพร้อมเข้ามาแบกรับการพั
อ่านเพิ่มเติม
- 3 popular apps that ditched open source (and the free tools that replaced them) – How-To Geek — How-To Geek
- New Nonprofit Aims to Build Open-Source Software for the ARM Industry – ACA International — ACA International
- 3 popular apps that ditched open source (and the free tools that replaced them) – How-To Geek — How-To Geek
- Linux gets most open-source software first but these 5 tools stayed Windows-only – MakeUseOf — MakeUseOf
- New open-source software predicts energy transfer between tiny defects in solid materials – Phys.org — Phys.org
- Teaching Everyone to Fish for Tokens – Interconnects AI — Interconnects AI



