ใบอนุญาตซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สมักถูกมองว่าเป็นเอกสารทางกฎหมายที่ซับซ้อนและน่าเบื่อ จนนักพัฒนาจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะคลิก “Agree” โดยไม่ได้อ่านรายละเอียดทั้งหมด พฤติกรรมดังกล่าวกลายเป็นต้นเหตุของข้อพิพาททางลิขสิทธิ์จำนวนมากในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ บทความนี้รวบรวมข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดเกี่ยวกับการอนุญาตใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส พร้อมทั้งแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้นักพัฒนา ทีมกฎหมาย และผู้ดูแลโครงการสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
ความเข้าใจผิดพื้นฐานที่ทำให้โครงการตกอยู่ในความเสี่ยง
ข้อผิดพลาดอันดับแรกที่พบบ่อยที่สุดคือการตีความคำว่า “โอเพนซอร์ส” ว่าหมายถึง “ฟรีทุกอย่าง” หรือ “ทำอะไรก็ได้” ความจริงแล้ว Open Source Initiative (OSI) ได้กำหนดนิยามของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สไว้อย่างชัดเจนว่าต้องเป็นซอฟต์แวร์ที่เปิดให้เข้าถึงซอร์สโค้ดได้ และอนุญาตให้นำไปใช้ แก้ไข และแจกจ่ายต่อได้อย่างเสรี แต่ “เสรี” ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “ปราศจากเงื่อนไข” เงื่อนไขเหล่านี้ถูกระบุไว้ในใบอนุญาต ซึ่งผู้ใช้งานทุกคนต้องปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะใช้งานในเชิงพาณิชย์หรือไม่ก็ตาม
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ใบอนุญาต GPL (GNU General Public License) อนุญาตให้นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ แต่กำหนดให้ซอฟต์แวร์ที่แจกจ่ายต่อต้องเปิดเผยซอร์สโค้ดภายใต้สิทธิ์เดียวกัน ขณะที่ใบอนุญาต MIT หรือ Apache 2.0 อนุญาตให้นำไปใช้ในโครงการที่เป็นกรรมสิทธิ์ (proprietary) ได้ แต่ยังคงกำหนดเงื่อนไขเรื่องการระบุแหล่งที่มาและการแสดงข้อความลิขสิทธิ์เอาไว้ การเลือกใบอนุญาตที่ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการจึงอาจสร้างข้อจำกัดที่ไม่ได้คาดคิดไว้ในภายหลัง
อีกมิติหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือการแยกแยะระหว่าง “ลิขสิทธิ์” (copyright) กับ “ใบอนุญาต” (license) ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิ์ที่กฎหมายมอบให



